แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว IT แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว IT แสดงบทความทั้งหมด

23 พ.ย. 2555

สร้างสื่อโฆษณาให้โปรแกรมด้วย Collateral Builder

หลังจากที่เราได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก INTEL® DEVELOPER ZONE เมื่อเราทำกิจกรรมที่ตรงตามเงื่อนไข (อ่านเงื่อนไขการได้คะแนนที่นี่) เราจะได้คะแนน และเมื่อเราทำคะแนนได้ถึงกำหนด เราจะปลดล็อคทรัพยากรที่สามารถเข้าถึงได้เพิ่มขึ้นครับ (ดูคะแนนที่เรามีอยู่ได้ที่นี่)
2012-11-19_160420
และที่เราจะมากล่าวถึงในบทความนี้ก็คือการใช้งานเครื่องมือที่มีชื่อว่า Collateral Builder เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างสื่อโฆษณาเพื่อโปรโมตโปรแกรมของเราครับ เราจะสามารถเข้าใช้งานเครื่องมือตัวนี้ หลังจากที่ได้เลื่อนขั้นเป็น Premier Partner หรือ Premier Elite Partner ครับ

ในการใช้งานให้เราเข้าไปที่ http://software.intel.com/partner/cbuilder เพื่อเริ่มสร้างสื่อที่ต้องการ ซึ่งแต่ละแบบจะมีขั้นตอนในการสร้างคล้ายๆกัน ผมจะทดลองสร้าง Email ให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ
2012-11-19_162129
กดเลือกที่ Email แล้วเลือก Select
2012-11-19_162519
เลือกรูปแบบธีมที่ต้องการ จากด้านซ้ายมือครับ ส่วนด้านขวาให้เลือกสีของตัวอักษรที่จะแสดงผลในแต่ละส่วน
เลื่อนลงมาด้านล่าง กรอกรายละเอียดในแต่ละช่องให้ครบ แล้วกด Continue เพื่อไปขั้นตอนถัดไปครับ
2012-11-19_170631
ในหน้านี้ เราจะมาปรับแต่งรายละเอียดในแต่ละส่วนของเนื้อหาที่เราสร้างขึ้นครับ เลือกส่วนที่จะแก้ไขใน Page Elements ทางด้านซ้ายมือ แล้วกดที่ Open Text Editor เพื่อทำการแก้ไขเนื้อหาครับ
2012-11-19_170900
สังเกตว่าใน Page Elements จะยังมีเครื่องหมาย X สีแดงอยู่ แสดงว่ามันยังไม่สมบูรณ์ครับ ให้เราเติมเนื้อหาให้ครบมันจะกลายเป็นเครื่องหมายถูกสีเขียวให้ครบทุกส่วน เมื่อครบแล้วกดที่ Preview & Submit เพื่อดูความเรียบร้อยครับ
2012-11-19_171841
 หากตรวจดูแล้วไม่ต้องการแก้ไขอะไรอีก กด Continue เพื่อไปขั้นตอนถัดไป
2012-11-19_171755
ขั้นตอนสุดท้าย คือส่งข้อมูลไปให้ทางอินเทลตรวจสอบ โดยการกด Submite for Approval 
หากไม่ผิดระเบียบใดๆ ทางอินเทลจะส่งไฟล์เป็น .Zip ที่ประกอบไปด้วยไฟล์กราฟฟิคต่างๆ และโค้ด HTML ให้เรานำไปใช้งานได้ทันที 
2012-11-19_172616
เมื่อกด Submit ไปแล้วระบบจะพาเรากลับมายังหน้าแรกครับ สังเกตว่าจะมีการ PENDING คือรอการตรวจสอบครับ
2012-11-19_173250
เราสามารถกด View Detail เพื่อดูสถานะรายการของเราได้ครับ
2012-11-19_173524

หลังจากที่เราเขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว สิ่งที่ยากก็คือการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักโปรแกรมของเราครับ โปรแกรมดีแค่ไหน ถ้าคนไม่รู้จัก มันก็ขายไม่ได้ อินเทลถึงได้สร้างเครื่องมือสำหรับช่วยในการประชาสัมพันธ์ให้นักพัฒนา ใช้สำหรับการเผยแพร่โปรแกรมได้ง่ายๆ ครับ
ในบทความหน้าเราจะมาทำความรู้จักกับ Intel® Software Partner Badge และวิธีการได้มา

cr.http://review.thaiware.com

21 พ.ย. 2555

POP 3 หรือ Post Office Protocol มารู้จักกันเถอะ





POP 3  หรือ Post Office Protocol 3 คือ วิธีการรับและส่ง Email อีกรูปแบบหนึ่งทางอินเทอร์เน็ต โดยการใช้โปรแกรมอ่านเมล์ นั่นเอง ซึ่งทำให้สะดวก รวดเร็วมากขึ้น 

ถ้าเราแบ่ง E-mail ที่ใช้กันอยู่ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 

   1. รับส่งโดยผ่าน website หรือ Web-based   E-mail ซึ่งจะต้องเข้าไปที่เว็บไซต์นั้น เช่น yahoo. hotmail, Gmail, Thaimail 

   2. รับส่งโดยใช้โปรแกรม E-mail ที่ติดตั้งในคอมพิวเตอร์ของเรา เช่น Microsoft Outlook, Eudora, ฯลฯ  ซึ่งเป็นรูปแบบที่ มีคนใช้มากเกินครึ่งโลก เพราะสะดวกและรวดเร็วมากๆ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ แค่เปิดโปรแกรม และคลิกดาวน์โหลดเมล์ทั้งหมดมาอ่านในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของเรา ซึ่งจะอ่านตอนไหนก็ได้ และยังสามารถ save เมล์ทั้งหมดเก็บไว้ใน CD ได้อีกด้วย 

         หลายคน มักจะบ่นว่า เช็คเมล์ยาก บางครั้งเข้าเว็บเช็คเมล์ไม่ได้ เว็บไซต์มีปัญหา หรือกำลัง update ข้อมูลบ้าง แต่เมื่อใช้ POP3 เพื่อเช็คเมล์ แค่เปิดคอมพิวเตอร์ ต่ออินเทอร์เน็ต และคลิกเปิดโปรแกรมอ่านเมล์ ไม่ว่าคุณจะมีเมล์ใหม่ 1 เมล์ , 10 เมล์ หรือ 100 เมล์  เมล์ทั้งหมดจะถูกดาวน์โหลดมาที่โปรแกรม และคลิกเปิดดูเมล์ทั้งหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที  ทำให้มีเวลาในการท่องเว็บ ค้นหาข้อมูล หรือทำอย่างอื่นได้มากขึ้น 

  เวลาเปิดดูเมลฺ์ใน web  hotmail, yahoo, gmail 
 -> เมื่อเปิดเมล์ที่ 1 คุณต้องโหลดเมล์ในหน้าใหม่ 1 ครั้ง 
 -> เปิดอ่านเมล์ที่ 2 ก็ต้องโหลดเมล์อีก 1 ครั้ง รวมเป็น 2 ครั้ง 

-> เปิด 10 เมล์ ต้องโหลดเมล์ รวมเป็น 10 ครั้ง 

แต่ถ้าตั้งค่า POP3 เพื่ออ่านเมล์ 
- > จะเปิดเมล์ 1 ฉบับ , 10 ฉบับ หรือ 100 ฉบับ 
ก็โหลดเมล์มาเพียง 1 ครั้งเท่านั้น !!!! 

   ค่า  POP3  แต่เดิม จะมีเฉพาะในอีเมล์ที่ต้องจ่ายเงินค่าบริการในส่วนนี้ แต่ปัจจุบัน Gmail และ Hotmail เปิดให้ใช้บริการ POP3 ได้ทันที ซึ่งสะดวกรวดเร็วต่อผู้ใช้มากขึ้น ไม่มีข้อจำกัด เรื่องพื้นที่เก็บข้อมูลแต่อย่างใด 

     ใน windows XP เราสามารถใช้โปรแกรม Microsoft Outlook เพื่อตั้งค่า POP3 ได้ทันที 

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ Hotmail POP3 ต้องใส่ค่าตามนี้ 

    * POP server: pop3.live.com (Port 995) 
    * POP SSL required? Yes 
    * User name: Your Windows Live ID, for example 
yourname@hotmail.com 
    * Password: The password you usually use to sign in to Hotmail or Windows Live 
    * SMTP server: smtp.live.com (Port 25 or 587) 
    * Authentication required? Yes (this matches your POP username and password) 
    * TLS/SSL required? Yes 

10 พ.ย. 2555

Windows XP SP3 TruefasterV.4 [ตัวแนะนำ][เสถียร]


Windows XP SP3 TruefasterV.4 





____________________________________________________________________________

เซิฟอยู่ในไทยโหลดแรงเป็นลิ้งตรง

คำแนะนำ:เมื่อโหลดเสร็จแล้วช่วยเปลี่ยนชื่อตามตัวเลขเพื่อจะได้แตกไฟล์ได้

เพราะตอนโหลดมาชื่อมันจะมั่ว เวลาตั้งชื่อเอาชื่อไรก็ได้

ขอแนะนำว่าให้เปลี่ยนตั้งแต่โหลดไฟล์แรกเส็จ เช่น เมื่อท่านกดโหลด Part 1 เสร็จจะได้มาหนึ่งไฟล์แล้วชื่อมันจะเป็นตัวเลขหลายตัวดูไม่เป็นระเบียบให้ท่านแก้ให้เป็นชื่อไรก็ได้ให้มี Part 1ตามท้ายเช่น jm.part1.rar เป็นต้นให้มันเรียงตามหมายที่ท่านโหลดมาเลยทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนครบทุก Part ถ้าไฟล์ที่ท่านโหลดมี 3 Part ถ้าท่านทำถูกเปลี่ยนชื่อไฟล์ตรงตามลำดับของมันจะได้ชื่อตามนี้ jm.part1.rar / jm.part2.rar / jm.part3.rar ในกรณีที่ท่านแตกไฟล์ไม่ได้อาจเป็นเพราะท่านเรียงลำดับไฟล์ไม่ถูกต้อง

ดูรูปตัวอย่าง
ผมแนะนำให้
เปลี่ยนชื่อตอนที่ขึ้นกล่อง IDM Download เลยครับ เพื่อป้องกันการสับสน 
ว่าไฟล์ใหนเป็นไฟล์ที่เท่าไหร่ เอาง่ายๆเลย ก็ 1 - 2 - 3 ง่ายดีครับ






cc.http://nueng-lakla.blogspot.com

ลบไฟล์ขยะ หลังจากเลิกเล่นเน็ต ช่วยลดปัญหาไวรัสได้



ไวรัส - วิกิพีเดีย



 เวลาเราเข้าเว็บไซต์ต่างๆ โปรแกรม IE ก็จะทำการ download ข้อมูลมาเก็บไว้ในเครื่องของเราก่อน จากนั้นถ้าเราเลิกเล่น ไฟล์เหล่านี้ก็จะค้างในเครื่องของเรา นอกจากปัญหาไฟล์ในเครื่องที่อาจจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้เนื้อที่ใน harddisk ของเราไม่เพียงพอแล้ว อาจมีไวรัสแอบแฝงเข้ามาในเครื่องคอมฯ ของเราได้ด้วย ดังนั้นวิธีการจัดการอย่างหนึ่งที่ง่ายก็คือ กำหนดให้โปรแกรม IE ลบไฟล์ขยะเหล่านี้อัตโนม้ติทุกครั้งที่ปิดโปรแกรม สำหรับขั้นตอนก็สั้นๆ ครับ เพียงทำตามรายละเอียดข้างล่างนี้ 
วิธีกำหนดให้ลบไฟล์ขยะจากอินเตอร์เน็ตแบบอัตโนมัติ

1.คลิกเมนู Tools 
2.เลือกคำสั่ง Internet Options 
3.คลิกเลือกแท็ป Advanced 
4.เลื่อนลงมาที่หัวข้อ Security 
5.จากนั้น คลิกหัวข้อ Empty Temporaly Internet Files Folder when browser is closed

6.กดปุ่ม Apply อีกครั้งเพื่อยืนยัน 
7.แล้วนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว 

วิธีแสนง่ายในการ Hack Password ที่เรามักมองข้าม


รู้หรือไม่ว่ารหัสผ่านที่เดาง่ายอีกอย่างก็คือข้อมูลรอบตัวเรานั่นแหละครับ รหัสผ่านเป็นอะไรที่เรารู้สึกว่าจำยาก เลยมักจะลงเอยด้วยการใช้อะไรที่เราคุ้นเคยเป็นหลัก อาจจะเป็นชื่อคนรู้จัก วันเดือนปีเกิด เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ โดยเข้าใจว่าแบบนี้ไม่น่าจะโดนเดาได้ง่าย ไม่น่าจะไปอยู่ใน Hacker Dictionary
แต่อย่าลืมว่าหลังๆ เราเองก็เริ่มมีพฤติกรรมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวบนโซเชียลเน็ตเวิร์คกิ้งมากขึ้น ข้อมูลอย่างเบอร์โทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด หรือชื่อคนสนิท (เช่น พี่น้อง พ่อแม่ หรือแฟน) ก็สามารถค้นหาได้ง่ายๆ บนอินเทอร์เน็ตแล้ว แถมนับวันพวกเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ก็พยายามปรับ User Interface ให้ดูง่ายขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน และแน่นอนว่ามันย่อมง่ายขึ้นสำหรับแฮกเกอร์ที่จะเข้ามาเอาข้อมูลด้วย ซึ่งตรงนี้พวกนักวิจัยต่างๆ ก็แสดงความกังวลออกมาแล้ว เช่นตอนที่พูดถึงเรื่องของอินเทอร์เฟซแบบ Timeline ของ Facebook ซึ่งตอนนี้เริ่มทยอยเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บของผู้ใช้งานไปเรื่อยๆ แล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในวันที่ 23 ธันวาคมนี้
ผู้เชี่ยวชาญจาก Sophos ถึงกับกล่าวถึง Timeline นี้เอาไว้แบบนี้ครับ (ที่มา: Computerworld)
“Timeline makes it a heck of a lot easier [for attackers] to collect information on people,” said Chet Wisniewski, a Sophos security researcher. “It’s not that the data isn’t already there on Facebook, but it’s currently not in an easy-to-use format.”
หน้าตาของ Timeline นั้นจะทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้คนไปได้ง่ายขึ้น … มันไม่ใช่ว่าข้อมูลพวกนี้ไม่ได้มีอยู่บน Facebook มาก่อนนะ แต่ว่ามันยังไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้
ทางป้องกันในกรณีนี้มีทางเดียวที่ชัดเจนครับ คือ อย่าไปตั้งรหัสผ่านโดยใช้ข้อมูลส่วนตัว … เว้นเสียแต่คุณจะมั่นใจว่า ข้อมูลส่วนตัวนี้มันส่วนตั๊วส่วนตัวสุดๆ จริงๆ และไม่มีใครรู้แน่นอน

ไม่ต้องเดารหัสผ่านก็ได้ เดาคำถามในกรณีลืมรหัสผ่านดีกว่า


บางคนตั้งรหัสผ่านเดายากโคตร จำก็ยากด้วย เลยทำให้เกิดความกลัวที่จะลืม … เรื่องมันก็ไปเดือดร้อนผู้ดูแลระบบตลอด ต้องมารีเซ็ตรหัสผ่านให้เป็นประจำ ดังนั้นเว็บไซต์ที่มีสมาชิกเยอะๆ เลยพัฒนาระบบกู้คือรหัสผ่านเอาไว้ขึ้นมา ใครลืมรหัสผ่าน ไม่สามารถล็อกอินเข้าระบบได้ ก็คลิกเลย จากนั้นก็แค่ตอบคำถามซักข้อ (ซึ่งเราสามารถเลือกตั้งคำถามได้ตอนที่สมัครใช้บริการ)

ปัญหาก็คือ คำถามพวกนี้มักจะเลือกได้จำกัด (แม้ว่าจะมีบางบริการที่ให้เรากำหนดคำถามเองได้) อีกทั้งเวลาเรานึกถึงคำถามทีไร เราก็นึกถึงเรื่องใกล้ตัวเข้าไว้ เพื่อให้เราสามารถจำคำตอบได้ง่าย (กลับไปอ่านหัวข้อก่อนหน้า ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น) ผลก็คือ มันจึงมักเป็นเรื่องใกล้ตัว และสามารถถูกเดาได้ง่ายๆ โดยการค้นหาด้วย Google หรือไม่ก็ไปไล่ดูข้อมูลจากโซเชียลเน็ตเวิร์คกิ้งไซต์ต่างๆ
กรณีศึกษาที่ชัดเจนมาก (และโด่งดังด้วย) คือกรณีที่อีเมล์ Yahoo! ของ Sara Palin ถูกแฮกไปเมื่อปี ค.ศ. 2008 โดยที่คนแฮกไม่ได้ใช้ความรู้ด้านการแฮกใดๆ เลย เขาใช้แค่วันเดือนปีเกิด รหัสไปรษณีย์ และข้อมูลที่ว่า Sara Palin ไปพบกับสามีของเธอที่ไหนเป็นครั้งแรก แค่นี้เขาก็สามารถรีเซ็ตรหัสผ่านได้แล้ว
เบิ้องต้นนั้น ทางป้องกันเทคนิคนี้ก็เหมือนกับเทคนิคก่อนหน้าครับ อย่าไปใช้ข้อมูลส่วนตัว … แต่นอกจากนี้@darkmasterxxx เพื่อนของผมบอกว่า วิธีง่ายๆ ก็คือ ไม่ต้องสนใจว่าคำถามจะเป็นอะไร แต่จำคำตอบไว้ในใจเสมอก็พอ เช่น ชื่อแฟน … ส่วนคำถามจะเลือกอะไรก็ได้ “Q: อาชีพของปู่ A: ชื่อแฟน”, “Q: คุณครูที่ชื่นชอบ A: ชื่อแฟน” หรือแม้แต่ “Q: ชื่อของสัตว์เลี้ยงตัวแรก A: ชื่อแฟน” ฮาฮา

ข้อมูลจาก http://www.it24hrs.com

ดู Youtube ในรูปแบบ HTML5 โหลดเร็วกว่าเดิม แนะนำให้ใช้กันครับ


ดู Youtube ในรูปแบบ HTML5


HTML5 กำลังมาแรง ออกมาเพื่อฆ่า flash ที่สามารถแสดงผลออกมาได้ไม่แพ้แฟลชเลย แถมยังกินทรัพยากรเครื่องน้อยกว่า
Youtube ก็ได้เปิดให้มีการแสดงผลในรูปแบบ HTML5 เหมือนกัน การเล่นวิดีโอก็กิน buffer น้อยกว่าแฟลช
ลองเข้าร่วมทดลองใช้ Youtube ในรูปแบบ HTML5  ได้ที่นี่ http://www.youtube.com/html5จากนั้นกด เข้าร่วมทดลองใช้ HTML5  ด้านล่างเลยครับ

เมื่อลองเข้ามาดูวีดีโอก็จะแสดงผลด้วย HTML5 แล้วครับ

โปรแกรมเล่นวิดีโอ YouTube HTML5

คุณกำลังทดลองใช้วิดีโอ HTML5 บน YouTube ผู้ใช้บางรายที่ใช้เบราว์เซอร์ที่สนับสนุนจะได้ร่วมทดลองใช้โดยอัตโนมัติ หากคุณต้องการออกจากการทดลองใช้ โปรดใช้ลิงก์ด้านล่าง HTML5 เป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับเบราว์เซอร์ที่ช่วยให้เราแสดงวิดีโอได้โดยไม่ต้องใช้ปลั๊กอิน Flash

เบราว์เซอร์ที่สนับสนุน

เราสนับสนุนเบราว์เซอร์ที่รองรับทั้งแท็กวิดีโอใน HTML5 และตัวแปลงรหัสวิดีโอ h.264 หรือรูปแบบ WebM (ที่มีตัวแปลงรหัส VP8) ซึ่งรวมถึง:

หมายเหตุ

  • มีการสนับสนุนบางส่วนสำหรับโหมดเต็มหน้าจอ เมื่อกดปุ่มเต็มหน้าจอ โปรแกรมเล่นวิดีโอจะขยายจนเต็มเบราว์เซอร์ของคุณ หากเบราว์เซอร์ของคุณสนับสนุนตัวเลือกการแสดงแบบเต็มหน้าจอ คุณสามารถใช้ตัวเลือกดังกล่าวเพื่อแสดงแบบเต็มหน้าจอได้
  • หากคุณต้องการค้นหาวิดีโอในรูปแบบ WebM ที่มี คุณสามารถค้นหาโดยใช้ตัวเลือกการค้นหาขั้นสูง (หรือเพิ่ม &webm=1 ลงใน URL การค้นหาใดๆ)

ข้อจำกัดเพิ่มเติม (เรากำลังดำเนินการในส่วนนี้!)

  • วิดีโอในโฆษณาไม่ได้รับการสนับสนุน (วิดีโอจะเล่นในโปรแกรมเล่น Flash)
  • สำหรับ Firefox และ Opera เฉพาะวิดีโอที่มีการแปลงรูปแบบไฟล์เป็น WebM จะเล่นใน HTML5
  • หากคุณได้เลือกเข้าร่วมการทดลองรายการอื่นแล้ว คุณอาจไม่ได้รับโปรแกรมเล่น HTML5 (แต่รุ่นพิเศษจะได้รับการสนับสนุน)

เบราว์เซอร์ของฉันสนับสนุนอะไรบ้าง

  • ไอคอนแจ้งเตือน
  • ไอคอนแจ้งเตือน
  • ไอคอนแจ้งเตือน

ประเภทลิขสิทธิ์ Windows 8 (วินโดวส์ 8) มีกี่ประเภท OEM หรือ OpenLicense


978_121030121443Sn

สำหรับ โปรแกรม Microsoft Windows เป็นหนึ่งในระบบปฏิบัติการ (Operating Systems - OS) ที่ได้รับความนิยมอีกตัวหนึ่งในปัจจุบัน ซึ่งเราอาจจะเห็นวางขายอยู่ตามตลาดทั่วไปนั้น อย่างเช่นตัว Microsoft Windows 8 หรือที่เราเรียกกันว่า Windows 8 (วินโดวส์) เราอาจจะจำแนกจำนวน อีดิชั่น (Edition) ของมันออกมาได้ ประมาณ 6 ประเภท ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

- Windows 8 (Basic Editions)

- Windows 8 Pro (Professional)

- Windows 8 Enterprise

- Windows RT

ซึ่งแน่นอน ระดับความสามารถของ Windows 8 นั้นก็จะต้องแตกต่างกันออกไปเป็นธรรมดา รวมไปถึงราคาของมันด้วย ซึ่งถ้าเรามองจากชื่อของ Edition ของมันแล้ว นั่นก็คือ Windows 8 Enterprise นั่นเอง เพราะ ดูจากชื่อ Edition มันแล้วก็พอจะเดาจากชื่อของมันออก แล้วว่า ตัวไหนดีที่สุด และในเมื่อมันดีที่สุด ราคาก็ย่อมแพงที่สุด เป็นเงาตามตัวเช่นกัน

ซึ่งข้อมูลตรงนี้ คุณผู้อ่าน หรือลูกค้าทุกท่าน คงจะหากันไม่อยากอยู่แล้ว เนื่องจาก มีบ่งบอกตามท้องตลาดอย่างมากมาย

แต่หารู้ไม่ว่า สำหรับใน Windows แต่ละ Edition นั้น ใช่ว่าจะราคาเท่ากัน เพราะเนื่องจาก มีรูปแบบลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกันออกไป ใน 3 แบบ ด้วยกัน Thaiware.com จึงขออาสามาแสดงรายละเอียด แบบละเอียดยิบ ชนิดที่เรียกได้ว่า อ่านบทความนี้จบ แล้ว เข้าใจกระจ่างกันไปเลย !

สำหรับรูปแบบลิขสิทธิ์ (License) ของเจ้าตัว Windows นั้นมีด้วยกันอยู่ด้วยกันแบบหลักๆ 3 แบบ ดังรายละเอียต่อไปนี้ ..

1. Volume Licensing (ซื้อจำนวนมาก)

รูปแบบลิขสิทธิ์ประเภทนี้ คือลูกค้า จะต้องถูกบังคับ ซื้อเป็นจำนวนขั้นต่ำ อย่างต่ำ 5 Licenses สำหรับครั้งแรกเท่านั้น เท่ากับว่า สามารถลงได้กับ 5 เครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยกัน ซึ่งดูจากจำนวนที่จะต้องซื้อดังกล่าวแล้ว ทำให้ลักษณะหรือรูปแบบของ Open License เหมาะสำหรับ องค์กรธุรกิจขนาดเล็ก และ กลาง (SMEs - Small Medium Enterprises) หรือแม้แต่ องค์กรขนาดใหญ่ ไปโดยปริยาย เนื่องจากลูกค้า จะต้องซื้อเป็นจำนวนมาก ถ้าหากว่าคิดจะซื้อมาใช้แค่ เครื่องเดียว หรือสองเครื่อง ในบ้าน หรือที่พักอาศัย คงจะไม่คุ้มค่าเป็นแน่

โดยลิขสิทธิ์ประเภทนี้ ลูกค้าจะต้องซื้อเป็นแบบ ลักษณะของระยะเวลาที่กำหนด เช่น รูปแบบลิขสิทธิ์ แบบ 1 ปี (1-year License) เป็นต้น ซึ่งภายในระยะเวลา 1 ปี ที่อยู่ในสัญญา ลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ในการ อัพเกรด (Upgrade) ผลิตภัณฑ์ ของ Windows ได้ รวมไปถึง สิทธิ์ในการ อัพเดท (Update) เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากหมดสัญญาสิทธิ์เหล่านี้ ก็จะหมดลงไปทันที

ส่วน License Key Information ที่เค้าให้มาก็จะให้มาเป็นตัวเลขชุดเดียวกัน เช่นซื้อมา 10 เครื่อง (10 Licenses) ก็จะได้ มาแค่ชุดเดียว แล้วนำ Authorization Number และ License Number เหล่านี้ ไปสร้าง (Generate) บนเว็บไซต์ของ Microsoft ที่เขากำหนด สำหรับการเข้า ไปสร้าง Product Key เพื่อนำไปใช้ ในแต่ละเครื่องทั้งหมด 10 เครื่องนั่นเอง

สิทธิ์ในการอัพเกรดในที่นี้เช่น สมมุติว่าท่านซื้อ รูปแบบลิขสิทธิ์ประเภท Open License อยู่โดยซื้อ Windows Vista Professional สมมุติว่าเกิดในระหว่าง 1 ปีที่ระยะเวลา ของสัญญายังไม่หมด ทาง Microsoft เกิดออก Windows 8 ออกมา ท่านจะได้รับสิทธิ์ในการอัพเกรดเวอร์ชั่น ทันที ซึ่งทาง Microsoft จะทำการส่งแผ่น อัพเกรด หรือที่เรียกกันว่า Disk Kit (อาจจะเป็นแค่แผ่นๆ เดีรยว แต่สามารถใช้ได้กับทุกเครื่อง ที่ซื้อ License ไว้) โดยจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ แบบนี้เป็นต้น

ซึ่งหลายท่านอาจจะได้ยินคำว่า Open License มาบ้าง ความจริงนั้น Open License เป็นแค่ส่วนหนึงของ Volume Licensing เท่านั้น เป็น Licenses ที่เหมาะกับพวก บริษัท หรือ ห้างร้าน มากกว่า ดังนั้นจริง ๆ แล้วเรื่องการซื้อแบบ Volume มีหลายแบบ มีทั้งแบบซื้อขาด (Perpetual) และ เช่าใช้ (Leasing / Subscription) แล้วแต่ความต้องการของลูกค้า
 
Volume Licensing - Open Licenses
 
มีขายแบบทั้ง License แบบปกติ ถ้าอยากได้ การ Upgrade ด้วย เราจะต้องซื้อพร้อม สิ่งที่เรียกว่า Software Assurance (SA) หรือการรับประกินสินค้า ซึ่งในการรับประกันสินค้าของซอฟต์แวร์นั้น การรับประกันสินค้าคือการได้รับสิทธิ์ Upgrade นั้นเอง (และ SA มีผลแค่ 2 ปีเท่านั้น แต่สามารถต่ออายุภายหลังได้) หรือ ซื้อทันทีหลังจากซื้อ Licenses ไปแล้วไม่เกิน 90 วัน (ถ้าจำไม่ผิด)
 
Volume Licensing - Open Values
 
เป็น Licenses แบบมี Software Assurance (SA) จะผูกมากับสัญญาเลย (บังคับ) จะทำให้ได้ราคาที่ลดมากกว่า Volume
 
Volume Licensing - Open Value Subsciptions
 
เป็นแบบเช่าใช้ เพิ่ม-ลดได้ตามขนาดของ องค์กร หรือ บริษัท ก็จะได้ Licenses + SA ตลอดระยะเวลาที่ทำ Subscription อยู่ แต่ Licenses จะไม่ใช่ของลูกค้า (ยกเลิกเมื่อไหร่ ต้องเลิกใช้เมื่อนั้น)

ข้อดี :)

- สะดวกง่าย แก่การอัพเกรดเวอร์ชั่น หรือัพเดทข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เรื่อยๆ เรียกได้ว่า Microsoft เขาออกเวอร์ชั่นไหน หรือ Patch หรือ Service Pack อะไรใหม่มา ไม่มีวันตกเทรน อย่างแน่นอน

- สามารถย้ายเครื่องลงได้ ไม่ยึดติดอยู่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่ง แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องอยู่ภายในจำนวน License ที่ซื้อมา เช่น ซื้อมา 5 ก็ต้องลงเครื่องแค่ 5 เท่านั้น

ข้อเสีย :(

- ราคาค่อนข้างสูง

- ต้องซื้อเป็นจำนวนมากเท่านั้น จึงไม่เหมาะสำหรับการใช้ตาม บ้านทั่วๆ ไป

- มีระยะเวลาที่กำหนดแบบชัดเจน ดังนั้นหลังจากที่หมดระยะเวลาไป สิทธิ์ต่างๆ ที่เคยได้รับจะหายไป


2. OEM License (ลิขสิทธิ์)

สำหรับ OEM License หรือรูปแบบ ลิขสิทธิ์ประเภท OEM นั้น ย่อมาจากคำว่า Original Equipment Manufacturer รูปแบบนี้ ถ้าเทียบกับ ลิขสิทธิ์ในรูปแบบอื่นๆ นั้น แบบนี้ถือว่าราคาถูกที่สุด แต่มีข้อแม้ หรือว่าเงื่อนไข อยู่พอสมควร แต่ถ้าหากว่าผู้อ่าน อ่านไปแล้ว เห็นว่า ข้อแม้แค่นี้ เรื่องจิ๊บๆ สบายๆ รับได้อยู่แล้ว ทาง Thaiware.com ก็ขอแนะนำให้ จัดไปเลย สำหรับ OEM License นี้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาดูกันเลยดีกว่าว่า OEM License นั้น มีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง

1. สามารถติดตั้งได้แค่เพียง 1 เครื่อง ต่อ 1 License ที่ซื้อไป

2. เมื่อติดตั้งลงเครื่องแรกไปแล้ว จะไม่สามารถนำไปลง เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องอื่นได้เลย แม้ว่าจะไม่ใช้เครื่องแรกนั้นอีกต่อไปแล้วก็ตาม

3. ในกรณีถ้าเกิดว่า ถ้าอยากอัพเกรดหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ สิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลยคือ CPU และ ตัว เมนบอร์ด - Mainboard (Motherboard) เนื่องจากในทาง คอมพิวเตอร์ การเปลี่ยน CPU และ Mainboard ถือเป็นการ เปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ นั้นให้กลายเป็นเครื่องอื่น หรือ เครื่องใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้าสองสิ่งที่กล่าวมาเกิดความเสียหาย ท่านจะต้องซื้อลิขสิทธิ์ใหม่ และของเก่าก็ต้องทิ้งไป สถานเดียว

4. ถ้าหากว่ามีการ เพิ่ม / เปลี่ยน ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk), เพิ่ม / เปลี่ยน (RAM), ติดไดร์ฟ CD-ROM เพิ่มเติม แบบนี้จะสามารถทำได้ ไม่มีปัญหา ดังนั้นถ้าสองสิ่งที่กล่าวมาเกิดความเสียหาย ท่านจะต้องซื้อลิขสิทธิ์ใหม่ และของเก่าก็ต้องทิ้งไป สถานเดียว

5. แผ่นที่ขาย ก็จะขึ้นอยู่กับจำนวน Bits ที่ลูกค้าเลือกเอาไว้ตั้งแต่แรกเลย จะไม่สามารถมาเปลี่ยนใจกันทีหลังได้ เช่น สุมมุติลูกค้าซื้อแผ่น OEM แบบ 32 Bits (X86) มา วันนึงเกิดลูกค้าเปลี่ยนใจ หรือ เข้าใจผิดว่าเครื่องตัวเอง สามารถใช้แบบ 32 Bits ได้อย่างเดียว แต่จริงๆ สามารถใช้แบบ 64 Bits ได้ด้วยเช่นกัน แล้วเกิดอยากจะเปลี่ยนใจมาใช้แบบ 64 Bits (X64) ก็จะไม่สามารถทำได้ ต้องซื้อใหม่สถานเดียว


ข้อดี :)

- ราคาถูกที่สุดในบรรดา รูปแบบลิขสิทธิ์ ที่อยู่ทั้งหมด !

- ความสามารถทุกอย่าง เหมือนกับ รูปแบบลิขสิทธิ์ ประเภท อื่นๆ


ข้อเสีย :(

- มีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย ตามที่ได้กล่าวมาด้านบน

- มีความเสี่ยงสูงกว่าประเภทอื่นๆ เนื่องจาก CPU และ Mainboard ของท่าน จะต้องไม่เสียเลย ตลอดอายุการใช้งาน

- รูปแบบผลิตภัณฑ์ ไม่สวยงาม เทียบกับ แบบ Full Package Product (FPP)

- ไม่สามารถเปลี่ยนจำนวน Bits ได้ภายหลังได้ เช่น 32 -> 64 หรือ Bits 64 -> 32 Bits ซื้อแล้วซื้อเลย


3. FPP (Full Package Product) หรือ BOX (Windows 8 แบบกล่อง)

แบบสุดท้ายนี่ก็คือ แบบ FPP หรือตัวเต็มเรียกว่า Full Package Product แต่ว่าส่วนใหญ่ก็จะเรียกกันว่า BOX นั่นเอง ซึ่งฟังดูแล้วเข้าใจง่ายนั่นเอง

สำหรับแบบนี้ ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก รูปแบบลักษณะของกล่อง ก็จะมีลักษณะกล่องที่สวยงาม เปิดจากด้านข้าง ตอนที่ผู้เขียนเองซื้อมา กว่าจะหาวิธีเปิดได้ก็หลาย (วิ) นาทีอยู่ หารู้ไม่ เปิดจากข้างๆ ไม่ได้เปิดจากข้างบนหรือข้างล่างแต่อย่างใด สำหรับคุณสมบัติของ รูปแบบลิขสิทธิ์ แบบ FPP นั้นก็คงจะเหมือน ประเภทอื่นๆ แต่ว่า ซื้อมาก็เท่ากับว่า 1 กล่อง ต่อ 1 License แต่แตกต่างกับ OEM คือ สามารถย้ายเครื่องไปลงที่เครื่องอื่นได้นั่นเอง

และเวลาเปิดกล่อง หรือเปิดแพคเกจ (Package) ของมันออกมาแล้ว ภายในจะมีแผ่น CD อยู่ 2 แผ่น ให้ลูกค้าเลือกลง แผ่นนึงสำหรับ คอมพิวเตอร์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบ 32 Bits (X86) และอีกแผ่น สำหรับ เครื่อง 64 Bits (X64) นั่นเองละครับ เรียกได้ว่า เลือกลงกันได้ตามใจชอบ


ข้อดี :)

- เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ใช้ตามบ้าน เนื่องจาก สามารถลงที่เครื่องไหนก็ได้

- หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด

- สามารถ เปลี่ยน ระบบสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ที่สนับสนุน (จำนวน Bits) จาก 32 -> 64 หรือ 64 -> 32 ได้ เนื่องจากภายในกล่อง มีให้มา 2 แผ่น หรือสามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้จากบนเว็บไซต์


ข้อเสีย :(

- ราคาจะสูงกว่าแบบ OEM อยู่พอควร แต่ลูกค้ามั่นใจ และอุ่นใจ เพราะมีกล่องอยู่กับตัว


บทสรุป :

หลังจากที่อ่านกันมายืดยาว ผู้เขียนเองก็ไม่สามารถแนะนำได้ว่า ท่านผู้อ่านควรจะเลือกหรือใช้รูปแบบลิขสิทธิ์ (License) แบบใด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ จุดประสงค์การใช้งาน รวมไปถึงงบประมาณที่ทางลูกค้า (ผู้อ่าน) มีด้วยละครับ และสุดท้าย ขอบอกว่า ใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์กันดีกว่าครับ สบายใจ เรื่องความปลอดภัย มีการช่วยเหลือหรือ Technical Support ที่ดีเวลาเกิดปัญหา ^^)
 


บทความโดย : ธรรณพ สมประสงค์ (นิ้งโย๊ว)
 
Twitter : @thanop
 
สนับสนุนข้อมูลเพิ่มเติม : ยุทธนา หิรัญทราภรณ์
 
Twitter : @linexp
 http://tips.thaiware.com

9 พ.ย. 2555

ไฮเทคสุดๆ เชื่อมหน้าจอ iPhone เข้าด้วยกันกี่เครื่องก็ได้ด้วย Pinch


tokyo-university-pinch-interface
มหาวิทยาลัยโตเกียว คิดค้นเทคโฯดโลยีใหม่ในการขยายหน้าจอการทำงานของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ด้วยไอเดียเก๋ๆ ที่มีชื่อว่า Pinch การทำงานของ Pinch จะเชื่อมต่อหน้าจอเข้าด้วยกันเหมือนกับ Video Wall ที่เราเห็นตามโรงหนังต่างๆ แต่ว่าเราจะใช้ iPhone หรือ iPad เป็นหน้าจอแทน (ขณะนี้พัฒนาใช้ได้บน iOS) เท่านั้น
ทางมหาวิทยาลัยโตเกียวได้สาธิตการทำงานของ Pinch เห็นแล้วทึ่งจริงๆ เพราะไม่ว่าเราจะหมุนหรือย้ายตำแหน่งของโทรศัพท์ยังไง ภาพบนหน้าจอก็ยังเชื่อมต่อกันได้เองโดยอัตโนมัติ โดยการเชื่อมต่อการแสดงผลจะใช้ Wi-Fi เป็น Ad-Hoc 
ทีเด็ดคือ ผู้พัฒนาบอกว่า  Pinch สามารถเอาไปพัฒนาร่วมกับโปรแกรมอื่นได้อย่างอิสระ ฟังคำบรรยายอาจจะไม่เห็นภาพ ลองดูวิดีโอสาธิตดีกว่าครับ ว่าเจ๋งขนาดไหน



ที่มา : http://www.diginfo.tv/v/12-0202-r-en.php

Microsoft ตัดสินใจปิดตำนานโปรแกรมแชท MSN , Windows Live Messenger ลงในสิ้นปีนี้


skypemessengermerger
ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า Microsoft มีแผนที่จะปิดการให้บริการโปรแกรมแชท Windows Live Messenger หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อเดิม MSN หลังจากที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1999
กระแสข่าวมาแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ Skype เวอร์ชั่นล่าสุดที่ถูกปล่อยออกมา สามารถ Log in เข้าใช้ได้ด้วยบัญชีของ Windows Live Messenger
และในที่สุดไมโครซอฟต์ก็ออกมายืนยันว่าข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยทาง Microsoft จะปิดการให้บริการทั่วโลกในสิ้นปีนี้ ยกเว้นแต่ในประเทศจีน ซึ่งยังมีผู้ต้องการใช้งานเป็นจำนวนมากอยู่
ขณะนี้ก็เตรียมที่จะปล่อย Skype สำหรับ Windows Phone 8 ออกมาให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน Skype ได้บนโทรศัพท์ที่เป็น Windows Phone
Skype ในปัจจุบันสามารถวิดีโอคอลระหว่างผู้ใช้ Skype ด้วยกัน หรือ โทรไปยังสมาชิกในเฟซบุค และโทรศัพท์บ้านหรือมือถือได้อีกด้วย

ที่มา : http://news.cnet.com/8301-10805_3-57545828-75/microsoft-skype-and-messenger-coming-together/

สอนเด็กใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไร ถึงจะปลอดภัย


เดี๋ยวนี้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นเสมือนสนามเด็กเล่นของเด็กยุคใหม่ และมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้และเติบโตของเด็ก เด็กยุุคนี้ใช้ Facebook, Twitter เป็นสังคมในการติดต่อเพื่อน ใช้ Google ช่วยในการทำการบ้าน รวมถึงการเล่นเกมออนไลน์
2012-11-08_144559
แต่การให้เด็กท่องโลกออนไลน์ มีสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองจำเป็นต้องช่วยเหลือ คือการนำทางการใช้งานไม่ให้เด็กไปเจอกับเรื่องที่ยังไม่ควรรู้จากโลกอินเตอร์เน็ต อย่างเว็บโป๊ สื่อลามกต่างๆ ถ้าจะเปรียบโลกอินเตอร์เน็ตเป็นห้องสมุด มันก็เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีทั้งหนังสือที่ดีและไม่ดี และเด็กก็ยังขาดประสบการณ์ที่จะตระหนักถึงเรื่องเหล่านั้น เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ
วิธีง่ายๆ ในการปกป้องไม่ให้เด็กน้อยเข้าไปยังโลกมืดของอินเตอร์เน็ต
  • จำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์ให้แคบลง อาจจะใช้ Bookmarks เว็บที่ให้เข้าได้รวมเป็นกรุ้ปเอาไว้
  • ตรวจสอบเนื้อหาของเว็บด้วยตัวเองก่อนที่จะให้เด็กได้เข้าไปใช้
  • ในเว็บบราวเซอร์ เกือบทุกค่่ายจะมีเมนู Parental Control ที่จะช่วยปิดกั้นผลการค้นหาที่ไม่เหมาะกับเด็กออกไปได้
  • จับตามองเป็นพิเศษ หากเด็กเข้าใช้เว็บบอร์ดสนทนาสาธารณะ
สอนให้เด็กเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับคนอื่นบนโลกอินเตอร์เน็ต
เด็กมักจะเข้ากลุ่มกับคนอื่นได้ ง่าย และเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาอย่างไม่ระมัดระวัง และมันก็เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพอาจใช้เป็นเส้นทางในการเข้ามาหลอกลวงได้ เราควรสนทนากับเด็กเป็นประจำ ถึงเพื่อนใหม่ ที่รู้จักทางอินเตอร์เน็ต
  • บอกให้เด็กพูดคุยกับคนที่รู้จักบนโลกออนไลน์อย่างมีมารยาท อย่าใช้คำพูดรุนแรงเพราะคิดว่าไม่ได้คุยกันโดยตรง หรือที่บ้านเรานิยมใช้คำว่า เกรียนคีย์บอร์ด
  • ให้เด็กเล่าถึงเรื่องที่คุยกับเพื่อนให้คุณได้รับรู้ด้วยอย่างสม่ำเสมอ
  • สอบถามถึงเพื่อนที่คุยด้วย ว่าเพื่อนเป็นคนอย่างไร
  • ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย อย่าง Trend Micro Online Guardian มีฟีเจอร์ที่จะดูการใช้งานอินเตอร์เน็ตได้
ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องเรียนรู้และเข้าใจ
ก่อนที่จะพาตัวเองเข้าไปอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต สำหรับคนทั่วไปเรื่องนี้ก็คงจะตระหนักถึงอันตรายได้ด้วยตนเอง แต่สำหรับเด็กแล้ว มันเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าข้อมูลอะไรที่ควรเปิดเผย และข้อมูลอะไรที่ควรเป็นความลับ
สิ่งสำคัญก็คือเราต้องสามารถควบคุมการใช้งานของเด็กได้ โดยไม่ต้องเฝ้ามองหน้าจอระหว่างที่เด็กใช้งานได้ตลอดเวลา ซึ่งในเบื้องต้นเราควรจะป้องกันก่อนด้วยวิธีง่ายๆ คือ
  • เข้าไปดูข้อมูลของเว็บที่เด็กจะต้องใช้ ว่ามีการร้องขอข้อมูลส่วนตัวอะไรบ้าง
  • ถ้าเป็นแอพฯ ลองเข้าไปทดลองเล่นด้วยตัวเองก่อน ที่จะให้เด็กได้เล่น
  • สอนให้คิดถึงผลกระทบหลังจากโพสแสดงความคิดเห็น ให้เด็กตระหนักถึงความสำคัญ และสิ่งที่ต้องรับผิดชอบหลังจากโพส
  • ตรวจสอบการตั้งค่าของแอนตี้ไวรัส ว่ามีการปกป้องการเข้าถึงเนื้อหาที่อันตรายไว้เรียบร้อยแล้ว

เรื่องทุกเรื่องมันก็เหมือนดาบ 2 คม เด็กเดี๋ยวนี้ยิ่งปิดกั้นยิ่งอยากรู้ และหาทางจนได้ แทนที่เราจะปิดกั้น เราควรขีดเส้นนำทางไปอย่างระมัดระวัง ให้เค้าได้เรียนรู้ด้วยตัวเองจะดีกว่าครับ




 ที่มา : http://about-threats.trendmicro.com/ebooks/keep-your-children-safe-online/#/8

6 พ.ย. 2555

ประเภทลิขสิทธิ์ Windows 8 (วินโดวส์ 8) มีกี่ประเภท OEM หรือ OpenLicense



978_121030121443Sn

สำหรับ โปรแกรม Microsoft Windows เป็นหนึ่งในระบบปฏิบัติการ (Operating Systems - OS) ที่ได้รับความนิยมอีกตัวหนึ่งในปัจจุบัน ซึ่งเราอาจจะเห็นวางขายอยู่ตามตลาดทั่วไปนั้น อย่างเช่นตัว Microsoft Windows 8 หรือที่เราเรียกกันว่า Windows 8 (วินโดวส์) เราอาจจะจำแนกจำนวน อีดิชั่น (Edition) ของมันออกมาได้ ประมาณ 6 ประเภท ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

- Windows 8 (Basic Editions)

- Windows 8 Pro (Professional)

- Windows 8 Enterprise

- Windows RT

ซึ่งแน่นอน ระดับความสามารถของ Windows 8 นั้นก็จะต้องแตกต่างกันออกไปเป็นธรรมดา รวมไปถึงราคาของมันด้วย ซึ่งถ้าเรามองจากชื่อของ Edition ของมันแล้ว นั่นก็คือ Windows 8 Enterprise นั่นเอง เพราะ ดูจากชื่อ Edition มันแล้วก็พอจะเดาจากชื่อของมันออก แล้วว่า ตัวไหนดีที่สุด และในเมื่อมันดีที่สุด ราคาก็ย่อมแพงที่สุด เป็นเงาตามตัวเช่นกัน

ซึ่งข้อมูลตรงนี้ คุณผู้อ่าน หรือลูกค้าทุกท่าน คงจะหากันไม่อยากอยู่แล้ว เนื่องจาก มีบ่งบอกตามท้องตลาดอย่างมากมาย

แต่หารู้ไม่ว่า สำหรับใน Windows แต่ละ Edition นั้น ใช่ว่าจะราคาเท่ากัน เพราะเนื่องจาก มีรูปแบบลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกันออกไป ใน 3 แบบ ด้วยกัน Thaiware.com จึงขออาสามาแสดงรายละเอียด แบบละเอียดยิบ ชนิดที่เรียกได้ว่า อ่านบทความนี้จบ แล้ว เข้าใจกระจ่างกันไปเลย !

สำหรับรูปแบบลิขสิทธิ์ (License) ของเจ้าตัว Windows นั้นมีด้วยกันอยู่ด้วยกันแบบหลักๆ 3 แบบ ดังรายละเอียต่อไปนี้ ..

1. Volume Licensing (ซื้อจำนวนมาก)

รูปแบบลิขสิทธิ์ประเภทนี้ คือลูกค้า จะต้องถูกบังคับ ซื้อเป็นจำนวนขั้นต่ำ อย่างต่ำ 5 Licenses สำหรับครั้งแรกเท่านั้น เท่ากับว่า สามารถลงได้กับ 5 เครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยกัน ซึ่งดูจากจำนวนที่จะต้องซื้อดังกล่าวแล้ว ทำให้ลักษณะหรือรูปแบบของ Open License เหมาะสำหรับ องค์กรธุรกิจขนาดเล็ก และ กลาง (SMEs - Small Medium Enterprises) หรือแม้แต่ องค์กรขนาดใหญ่ ไปโดยปริยาย เนื่องจากลูกค้า จะต้องซื้อเป็นจำนวนมาก ถ้าหากว่าคิดจะซื้อมาใช้แค่ เครื่องเดียว หรือสองเครื่อง ในบ้าน หรือที่พักอาศัย คงจะไม่คุ้มค่าเป็นแน่

โดยลิขสิทธิ์ประเภทนี้ ลูกค้าจะต้องซื้อเป็นแบบ ลักษณะของระยะเวลาที่กำหนด เช่น รูปแบบลิขสิทธิ์ แบบ 1 ปี (1-year License) เป็นต้น ซึ่งภายในระยะเวลา 1 ปี ที่อยู่ในสัญญา ลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ในการ อัพเกรด (Upgrade) ผลิตภัณฑ์ ของ Windows ได้ รวมไปถึง สิทธิ์ในการ อัพเดท (Update) เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากหมดสัญญาสิทธิ์เหล่านี้ ก็จะหมดลงไปทันที

ส่วน License Key Information ที่เค้าให้มาก็จะให้มาเป็นตัวเลขชุดเดียวกัน เช่นซื้อมา 10 เครื่อง (10 Licenses) ก็จะได้ มาแค่ชุดเดียว แล้วนำ Authorization Number และ License Number เหล่านี้ ไปสร้าง (Generate) บนเว็บไซต์ของ Microsoft ที่เขากำหนด สำหรับการเข้า ไปสร้าง Product Key เพื่อนำไปใช้ ในแต่ละเครื่องทั้งหมด 10 เครื่องนั่นเอง

สิทธิ์ในการอัพเกรดในที่นี้เช่น สมมุติว่าท่านซื้อ รูปแบบลิขสิทธิ์ประเภท Open License อยู่โดยซื้อ Windows Vista Professional สมมุติว่าเกิดในระหว่าง 1 ปีที่ระยะเวลา ของสัญญายังไม่หมด ทาง Microsoft เกิดออก Windows 8 ออกมา ท่านจะได้รับสิทธิ์ในการอัพเกรดเวอร์ชั่น ทันที ซึ่งทาง Microsoft จะทำการส่งแผ่น อัพเกรด หรือที่เรียกกันว่า Disk Kit (อาจจะเป็นแค่แผ่นๆ เดีรยว แต่สามารถใช้ได้กับทุกเครื่อง ที่ซื้อ License ไว้) โดยจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ แบบนี้เป็นต้น

ซึ่งหลายท่านอาจจะได้ยินคำว่า Open License มาบ้าง ความจริงนั้น Open License เป็นแค่ส่วนหนึงของ Volume Licensing เท่านั้น เป็น Licenses ที่เหมาะกับพวก บริษัท หรือ ห้างร้าน มากกว่า ดังนั้นจริง ๆ แล้วเรื่องการซื้อแบบ Volume มีหลายแบบ มีทั้งแบบซื้อขาด (Perpetual) และ เช่าใช้ (Leasing / Subscription) แล้วแต่ความต้องการของลูกค้า
 
Volume Licensing - Open Licenses
 
มีขายแบบทั้ง License แบบปกติ ถ้าอยากได้ การ Upgrade ด้วย เราจะต้องซื้อพร้อม สิ่งที่เรียกว่า Software Assurance (SA) หรือการรับประกินสินค้า ซึ่งในการรับประกันสินค้าของซอฟต์แวร์นั้น การรับประกันสินค้าคือการได้รับสิทธิ์ Upgrade นั้นเอง (และ SA มีผลแค่ 2 ปีเท่านั้น แต่สามารถต่ออายุภายหลังได้) หรือ ซื้อทันทีหลังจากซื้อ Licenses ไปแล้วไม่เกิน 90 วัน (ถ้าจำไม่ผิด)
 
Volume Licensing - Open Values
 
เป็น Licenses แบบมี Software Assurance (SA) จะผูกมากับสัญญาเลย (บังคับ) จะทำให้ได้ราคาที่ลดมากกว่า Volume
 
Volume Licensing - Open Value Subsciptions
 
เป็นแบบเช่าใช้ เพิ่ม-ลดได้ตามขนาดของ องค์กร หรือ บริษัท ก็จะได้ Licenses + SA ตลอดระยะเวลาที่ทำ Subscription อยู่ แต่ Licenses จะไม่ใช่ของลูกค้า (ยกเลิกเมื่อไหร่ ต้องเลิกใช้เมื่อนั้น)

ข้อดี :)

- สะดวกง่าย แก่การอัพเกรดเวอร์ชั่น หรือัพเดทข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เรื่อยๆ เรียกได้ว่า Microsoft เขาออกเวอร์ชั่นไหน หรือ Patch หรือ Service Pack อะไรใหม่มา ไม่มีวันตกเทรน อย่างแน่นอน

- สามารถย้ายเครื่องลงได้ ไม่ยึดติดอยู่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่ง แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องอยู่ภายในจำนวน License ที่ซื้อมา เช่น ซื้อมา 5 ก็ต้องลงเครื่องแค่ 5 เท่านั้น

ข้อเสีย :(

- ราคาค่อนข้างสูง

- ต้องซื้อเป็นจำนวนมากเท่านั้น จึงไม่เหมาะสำหรับการใช้ตาม บ้านทั่วๆ ไป

- มีระยะเวลาที่กำหนดแบบชัดเจน ดังนั้นหลังจากที่หมดระยะเวลาไป สิทธิ์ต่างๆ ที่เคยได้รับจะหายไป


2. OEM License (ลิขสิทธิ์)

สำหรับ OEM License หรือรูปแบบ ลิขสิทธิ์ประเภท OEM นั้น ย่อมาจากคำว่า Original Equipment Manufacturer รูปแบบนี้ ถ้าเทียบกับ ลิขสิทธิ์ในรูปแบบอื่นๆ นั้น แบบนี้ถือว่าราคาถูกที่สุด แต่มีข้อแม้ หรือว่าเงื่อนไข อยู่พอสมควร แต่ถ้าหากว่าผู้อ่าน อ่านไปแล้ว เห็นว่า ข้อแม้แค่นี้ เรื่องจิ๊บๆ สบายๆ รับได้อยู่แล้ว ทาง Thaiware.com ก็ขอแนะนำให้ จัดไปเลย สำหรับ OEM License นี้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาดูกันเลยดีกว่าว่า OEM License นั้น มีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง

1. สามารถติดตั้งได้แค่เพียง 1 เครื่อง ต่อ 1 License ที่ซื้อไป

2. เมื่อติดตั้งลงเครื่องแรกไปแล้ว จะไม่สามารถนำไปลง เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องอื่นได้เลย แม้ว่าจะไม่ใช้เครื่องแรกนั้นอีกต่อไปแล้วก็ตาม

3. ในกรณีถ้าเกิดว่า ถ้าอยากอัพเกรดหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ สิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลยคือ CPU และ ตัว เมนบอร์ด - Mainboard (Motherboard) เนื่องจากในทาง คอมพิวเตอร์ การเปลี่ยน CPU และ Mainboard ถือเป็นการ เปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ นั้นให้กลายเป็นเครื่องอื่น หรือ เครื่องใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้าสองสิ่งที่กล่าวมาเกิดความเสียหาย ท่านจะต้องซื้อลิขสิทธิ์ใหม่ และของเก่าก็ต้องทิ้งไป สถานเดียว

4. ถ้าหากว่ามีการ เพิ่ม / เปลี่ยน ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk), เพิ่ม / เปลี่ยน (RAM), ติดไดร์ฟ CD-ROM เพิ่มเติม แบบนี้จะสามารถทำได้ ไม่มีปัญหา ดังนั้นถ้าสองสิ่งที่กล่าวมาเกิดความเสียหาย ท่านจะต้องซื้อลิขสิทธิ์ใหม่ และของเก่าก็ต้องทิ้งไป สถานเดียว

5. แผ่นที่ขาย ก็จะขึ้นอยู่กับจำนวน Bits ที่ลูกค้าเลือกเอาไว้ตั้งแต่แรกเลย จะไม่สามารถมาเปลี่ยนใจกันทีหลังได้ เช่น สุมมุติลูกค้าซื้อแผ่น OEM แบบ 32 Bits (X86) มา วันนึงเกิดลูกค้าเปลี่ยนใจ หรือ เข้าใจผิดว่าเครื่องตัวเอง สามารถใช้แบบ 32 Bits ได้อย่างเดียว แต่จริงๆ สามารถใช้แบบ 64 Bits ได้ด้วยเช่นกัน แล้วเกิดอยากจะเปลี่ยนใจมาใช้แบบ 64 Bits (X64) ก็จะไม่สามารถทำได้ ต้องซื้อใหม่สถานเดียว


ข้อดี :)

- ราคาถูกที่สุดในบรรดา รูปแบบลิขสิทธิ์ ที่อยู่ทั้งหมด !

- ความสามารถทุกอย่าง เหมือนกับ รูปแบบลิขสิทธิ์ ประเภท อื่นๆ


ข้อเสีย :(

- มีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย ตามที่ได้กล่าวมาด้านบน

- มีความเสี่ยงสูงกว่าประเภทอื่นๆ เนื่องจาก CPU และ Mainboard ของท่าน จะต้องไม่เสียเลย ตลอดอายุการใช้งาน

- รูปแบบผลิตภัณฑ์ ไม่สวยงาม เทียบกับ แบบ Full Package Product (FPP)

- ไม่สามารถเปลี่ยนจำนวน Bits ได้ภายหลังได้ เช่น 32 -> 64 หรือ Bits 64 -> 32 Bits ซื้อแล้วซื้อเลย


3. FPP (Full Package Product) หรือ BOX (Windows 8 แบบกล่อง)

แบบสุดท้ายนี่ก็คือ แบบ FPP หรือตัวเต็มเรียกว่า Full Package Product แต่ว่าส่วนใหญ่ก็จะเรียกกันว่า BOX นั่นเอง ซึ่งฟังดูแล้วเข้าใจง่ายนั่นเอง

สำหรับแบบนี้ ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก รูปแบบลักษณะของกล่อง ก็จะมีลักษณะกล่องที่สวยงาม เปิดจากด้านข้าง ตอนที่ผู้เขียนเองซื้อมา กว่าจะหาวิธีเปิดได้ก็หลาย (วิ) นาทีอยู่ หารู้ไม่ เปิดจากข้างๆ ไม่ได้เปิดจากข้างบนหรือข้างล่างแต่อย่างใด สำหรับคุณสมบัติของ รูปแบบลิขสิทธิ์ แบบ FPP นั้นก็คงจะเหมือน ประเภทอื่นๆ แต่ว่า ซื้อมาก็เท่ากับว่า 1 กล่อง ต่อ 1 License แต่แตกต่างกับ OEM คือ สามารถย้ายเครื่องไปลงที่เครื่องอื่นได้นั่นเอง

และเวลาเปิดกล่อง หรือเปิดแพคเกจ (Package) ของมันออกมาแล้ว ภายในจะมีแผ่น CD อยู่ 2 แผ่น ให้ลูกค้าเลือกลง แผ่นนึงสำหรับ คอมพิวเตอร์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบ 32 Bits (X86) และอีกแผ่น สำหรับ เครื่อง 64 Bits (X64) นั่นเองละครับ เรียกได้ว่า เลือกลงกันได้ตามใจชอบ


ข้อดี :)

- เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ใช้ตามบ้าน เนื่องจาก สามารถลงที่เครื่องไหนก็ได้

- หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด

- สามารถ เปลี่ยน ระบบสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ที่สนับสนุน (จำนวน Bits) จาก 32 -> 64 หรือ 64 -> 32 ได้ เนื่องจากภายในกล่อง มีให้มา 2 แผ่น หรือสามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้จากบนเว็บไซต์


ข้อเสีย :(

- ราคาจะสูงกว่าแบบ OEM อยู่พอควร แต่ลูกค้ามั่นใจ และอุ่นใจ เพราะมีกล่องอยู่กับตัว


บทสรุป :

หลังจากที่อ่านกันมายืดยาว ผู้เขียนเองก็ไม่สามารถแนะนำได้ว่า ท่านผู้อ่านควรจะเลือกหรือใช้รูปแบบลิขสิทธิ์ (License) แบบใด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ จุดประสงค์การใช้งาน รวมไปถึงงบประมาณที่ทางลูกค้า (ผู้อ่าน) มีด้วยละครับ และสุดท้าย ขอบอกว่า ใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์กันดีกว่าครับ สบายใจ เรื่องความปลอดภัย มีการช่วยเหลือหรือ Technical Support ที่ดีเวลาเกิดปัญหา ^^)
 


บทความโดย : ธรรณพ สมประสงค์ (นิ้งโย๊ว)
 
Twitter : @thanop
 
สนับสนุนข้อมูลเพิ่มเติม : ยุทธนา หิรัญทราภรณ์
 
Twitter : @linexp

21 ส.ค. 2555

IT-News :: Google ใหญ่ขึ้น!!! คุณไม่ได้ตาฝาด...

Google ใหญ่ขึ้น!!! คุณไม่ได้ตาฝาด...


เชื่อว่า ผู้ใช้กูเกิ้ล (Google) เมื่อวานนี้ อาจจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับหน้าโฮมเพจจนต้องอาจขยี้ตาตัวเองเป็นหนที่สองด้วยความไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมช่องค้นหา (Search) และปุ่มถึงใหญ่ขึ้น ฟอนต์ที่พิมพ์ในช่องค้นหาก็ใหญ่ขึ้นด้วย คุณไม่ได้ตาฝาด หรือพลาดไปขยายฟอนต์ตอนไหนแต่อย่างใด แต่"กูเกิ้ล"ใหญ่ขึ้นจริงๆ

กูเกิ้ลได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผ่านบล็อกของทางบริษัทว่า ได้เพิ่มขนาดของช่องค้นหา (Search box) เพื่อให้บริการใช้งานง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยข้อความในบล็อกโพสต์โดย Marissa Mayer รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์เสิร์ช และประสบการ์ณของผู้ใช้ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ที่เกิดขึ้นกับโฮมเพจของบริษัท เป็นเครื่องแสดงถึงโฟกัสของบริษัททีมุ่งเน้นเรื่องของการค้นหา เธอยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า การปรับแต่งให้ขนาดความสูง และความกว้างของช่องค้นหาทำให้โฮมเพจของบริษัทใช้งานง่ายขึ้น และใช้สนุกขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย แล้วคุณผู้อ่านรู้สึกอย่างนั้นบ้าง หรือเปล่าครับ? 





กูเกิ้ลยังกล่าวในอีเมล์อีกด้วยว่า ช่องค้นหาใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 2 เท่าของเดิม นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้ทำให้ปุ่มค้นดูเหมือนกันมากยิ่งขึ้น เมื่อเปิดเว็บกูเกิ้ลบนระบบปฏิบัติการ หรือบราวเซอร์ที่แตกต่างกัน (multi-platform single experience) แต่ถึงแม้จะมีการปรับขนาดของช่องค้นใหญ่ขึ้น แต่จำนวนตัวอักษรที่อนุญาตให้พิมพ์เข้าไป เพื่อใช้ในการค้นแต่ละครั้งยังคงให้เป็น 2,048 ตัวอักษรเท่าเดิม




* Marissa Mayer วิศวกรหญิงคนแรกของกูเกิ้ล เธอเป็นเจ้าของไอเดียในการใส่ข้อความแสดงลิขสิทธิ์ (Copyright) ใต้ช่องค้นหา เพื่อทำให้ผู้ใช้ทราบได้ทันทีว่า หน้าเว็บของกูเกิ้ลจบแล้ว ไม้ต้องรอโหลด หรือกด Page Down เก้อแต่อย่างใด การเปลียนแปลงหน้าเว็บครังนี้ จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอยังยืนยันในไอเดียที่เรียบง่าย โฟกัสชัดเจน ตรงเป้า เข้าประเด็นแบบ Simply the best (กองบรรณาธิการ www.arip.co.th)

ไอ๊ย๋า า า :: แฟลชไดรฟ์ 32GB "เล็กจิ๋ว-กันน้ำ"


เพื่อนๆรู้จัก Pico Drive "แฟลชไดรฟ์จิ๋ว"ที่สามารถกันน้ำไหมครับ ไม่เคยอะดิ๊ งั้นมาดูกันครับ !!
แฟลชไดรฟ์รุ่นนี้มีความจุสูง โดยรุ่นแรกที่ออกมาจะมีความจุ 8GB ตามมาติดๆ ด้วยรุ่น 16GB ล่าสุดทางบริษัทได้ออกรุ่นความจุ 32GB ในขณะที่ขนาดของมันยังคงเท่าเดิม

Pico Drive 32GB แฟลชไดรฟ์ยูเอสบีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่มีความจุสูงขนาดนี้ โดยมีความยาวแค่ 31.3 มม. กว้าง 12.4 มม. และหนา 3.4 มม. เท่านั้น ซึ่งเมื่อเสียบเข้ากับพอร์ตยูเอสบี ส่วนที่ยื่นออกมาแค่ 1.5 ซม. เท่านั้น ตัวถังเคลือบด้วยเงิน (กันไฟฟ้าสถิตย์ หรือกระแสไฟฟ้าเล็กๆ ที่อาจะส่งผลอันตรายกับข้อมูลที่บันทึกอยู่ภายใน) และเช่นเคยที่มันยังคงสามารถกันน้ำได้


แฟลชไดรฟ์ 32GB
แฟลชไดรฟ์ 32GB "เล็กจิ๋ว-กันน้ำ"


คลิปข้างล่างนี้เป็นการพิสูจน์คุณสมบัติกันน้ำของแฟลชไดรฟ์รุ่น 8GB เสนอราคาของ Pico Drive 32GB อยู่ที่ 139.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 5,000 บาท


+[Click...เชิญชมวิดิโอสาธิตการใช้งาน]+




[เรื่องน่ารู้]เว็บที่มี HTTPS ต่างจากเว็บ HTTP ธรรมดาตรงไหน และสำคัญอย่างไร


[เรื่องน่ารู้]เว็บที่มี HTTPS ต่างจากเว็บ HTTP ธรรมดาตรงไหน และสำคัญอย่างไร



HTTPS
ภาพจาก www.psdgraphics.com
หลายคนอาจจะเคยสังเกตว่าเวลาเข้าใช้บริการเว็บไซต์บางเว็บจะมีรูปกุญแจสีเขียวอยู่หน้า URL เคยสงสัยกันไหมครับว่ามันคืออะไร smiley
2012-08-20_124517
2012-08-20_124257
2012-08-20_124311
2012-08-20_124326


เครื่องหมายรูปกุญแจหน้า URL เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าเว็บไซต์นั้นมีการเข้ารหัสระบบรักษาความปลอดภัยเอาไว้ นั่นก็คือ HTTPS นั่นเอง
HTTPS ย่อมาจาก Hypertext Transfer Protocol Secure  ถูกคิดค้นโดยบริษัท Netscape Communications สร้าง HTTPS ขึ้นในปี ค.ศ. 1994 สำหรับใช้ในเว็บบราวเซอร์ Netscape Navigator โดยตัว HTTPS จะทำงานซ้อนเป็นเลเยอร์กับ HTTP แบบปกติอีกทีหนึ่งผ่านโปรโตคอล TLS/SSL (Transport Layer Security, Secure Sockets Layer) ซึ่งหลักการทำงานของมันก็คือการสร้างรหัสเพื่อรับรองความถูกต้องระหว่างเซิฟเวอร์กับตัวเว็บไซต์
ประโยชน์ของการเข้าหรัสก็คือป้องกันการถูกโจมตีจากแฮกเกอร์ระหว่างที่ข้อมูลถูกส่งจากตัวเว็บไซต์ไปยังเซิฟเวอร์ ดังนั้นเราจึงมักเห็นการใช้ HTTPS ในเว็บที่ต้องการความปลอดภัยสูงอย่างเว็บไซต์ของธนาคาร เว็บซื้อขาย หรือเว็บโซเชียลเป็นต้น
ดูเหมือนจะมีแต่ข้อดี คำถามถัดไปก็คือแล้วทำไมทุกเว็บไม่ใช้ HTTPS ล่ะ?
การที่จะใช้ HTTPS จะต้องมีการเซ็ตอัพเว็บเซอร์เวอร์ให้รองรับกับระบบด้วย และต้องมีการสร้าง Public key certificate ขึ้นมา รองรับกับการใช้งานเพื่อให้เว็บบราวเซอร์ที่เปิดเข้ามายังไซต์ที่อยู่บน HTTPS สามารถเข้าใช้งานได้ ซึ่งมีให้ใช้ทั้งแบบฟรีๆ และเสียเงิน แต่ส่วนมากตัวฟรีจะไม่เข้ารหัสไฟล์ถึงระดับบ Root และอีกประเด็นคือการเข้ารหัสเว็บหมายความว่า เวลาที่มีการเชื่อมต่อก็จะต้องทำการถอดรหัสทำให้หน้าเว็บเสียเวลาประมวลผลนานกว่าเดิม ดังนั้นถ้าไม่มีความจำเป็นเว็บส่วนมากก็เลยไม่นิยมใช้กัน
ซึ่งการการตรวจสอบว่าเว็บนั้นใช้ HTTPS จริงหรือเปล่า ทำได้โดยการสังเกตที่รูปกุญแจ ต้องสามารถกดที่รูปกุญแจเพื่อดูรายละเอียดของ Certificate ได้แบบนี้ครับ
2012-08-20_145714
และต้องกดดูข้อมูลในใบรับรองได้ด้วยครับ

2012-08-20_165835_resize   2012-08-20_165846_resize


หลังจากที่เราดู HTTPS เป็นแล้ว เวลาที่เราทำธุรกรรมต่างๆ ที่สำคัญบนเว็บไซต์อย่าลืมตรวจสอบ URL ทุกครั้งครับ ว่าเป็น HTTPS  และ URL ถูกต้องหรือเปล่า ค่อนข้างมั่นใจว่าเดี๋ยวนี้เว็บที่มีบริการออนไลน์ที่มีการร้องขอข้อมูลที่สำคัญได้ใช้ระบบ HTTPS กันทุกเว็บอยู่แล้ว ถ้าเกิดไม่ใช่ อาจจะเป็นเว็บไซต์ที่ทำปลอมขึ้นมาหลอกลวงจากฝีมือของแฮกเกอร์ก็เป็นได้ครับ
 
ทางเว็บ Thaiware.com เองก็มีระบบ HTTPS ใช้ จึงทำให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้ากับเราทุกชิ้น ทุกการซื้อขาย มั่นใจได้ว่า การรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกค้า และ ระบบของเรา จะไม่ถูกแฮกเกอร์แทรกแซง จึงปลอดภัย 100% แน่นอน ครับ

 

 
ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/HTTP_Secure
 

Tags

กราฟฟิกส์การ์ด (2) เกมเมอร์ (2) ขายสินค้า (2) ข่าวเกมส์ (2) ข่าวทั่วไป (2) ข่าวอัพเดท (1) ข่าว IT (16) ซัมซุง (1) ดาวน์โหลด (1) ดาวน์โหลด Discuz thai 7.2 full utf8 (1) ตอนที่ 6 (1) นิยาย (6) บทสรุปเกมส์ (3) ประกาศ (8) เรียนรู้ C++ (3) ออฟฟิศ 2013 office 2013 วินโดวส์ เอ็กซ์พี วินโดวส์ วิสต้า windows xp windows vista ข่าวไอที airp (1) animation (1) antivirus (10) ASUS (1) autorun (1) Bot (3) C (2) cartoon (15) cartoonclub (1) cloud ใช้ยังไง (1) DirectCU II TOP (1) dota (1) download (1) Dual-GPU (1) E-Book ศัพท์คอมพิวเตอร์ mp4 (1) edda online (14) e-learnning (3) e-learnning ห้องเรียนรู้ C++ (1) event (2) Flash Drive (3) flowchart (1) football (2) Freeware (11) Galaxy Beam (1) Game (31) game online (2) Game Update (15) gangcartoon (1) Glory Destiny Online (1) GTX 670 (1) GTX 690 (1) guild (1) hack (2) html (2) icloud คือ (1) i cloud คืออะไร (1) icloud ใช้ยังไง (1) IT News (16) IT-Update (14) javascript alert (1) learnning (1) legend of edda (9) Mass Effect 2 (1) Mobile Update (2) Movie Zone (9) Music Tags สบายดีไหม License Standard YouTube License (1) Music Zone (4) notice (3) online (6) photo (1) photoshop (1) Poem (6) Pro (5) Programe (18) Prototype - Razor1911 - FULL (1) review (1) sale (2) Samsung (1) security (1) shareware (1) soa (9) Source Php board (1) storyboard (1) sword art online (31) TERA Korea Official Site และ MMOCulture (1) TV (11) VRZO (1) web (1) Webroot Antivirus (1) webtools (1) windows (2) WinScan2PDF (โปรแกรม พิมพ์เอกสารเป็น PDF ได้อย่างรวดเร็ว แบบพกพา) (1)